เอฟฟาไวเร็นซ์ (Efavirenz) เป็นยาต้านไวรัสที่ใช้รักษาการติดเชื้อเอชไอวี โดยยาจะช่วยลดปริมาณเชื้อเอชไอวีในร่างกายและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น รวมทั้งลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อเอชไอวีอย่างมะเร็งหรือการติดเชื้ออื่น ๆ ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี และอาจใช้รักษาโรคอื่น ๆ ด้วยตามดุลยพินิจของแพทย์

สล็อตออนไลน์

การใช้ยาเอฟฟาไวเร็นซ์
ใช้ยาตามคำสั่งแพทย์และฉลากยาอย่างเคร่งครัด หากมีข้อสงสัยควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ
ให้รับประทานยาเอฟฟาไวเร็นซ์ ขณะท้องว่างพร้อมน้ำเปล่า 1 แก้ว ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นช่วงเวลาก่อนนอน
เมื่อรับประทานยา ควรกลืนยาลงไปทั้งเม็ด ห้ามบด เคี้ยว แบ่ง หรือหักยา หากผู้ป่วยมีปัญหาในการกลืนยาให้ปรึกษาแพทย์ผู้รักษา
ผู้ป่วยควรรับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่งแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม ไม่ควรข้ามหรือลืมรับประทานยาโดยเด็ดขาด
กรณีที่ลืมใช้ยาตามเวลาที่กำหนด ให้ใช้ยาทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ถ้าใกล้ถึงเวลาใช้ยาในรอบถัดไป ให้ข้ามไปใช้ยารอบต่อไป ห้ามเพิ่มปริมาณยาเป็น 2 เท่า
หากสงสัยว่าตนใช้ยาเกินกว่าปริมาณที่กำหนด ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที
ห้ามให้ผู้อื่นใช้ยานี้ และห้ามใช้ยาของผู้อื่น
แจ้งให้แพทย์ทราบหากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง
เก็บยาไว้ที่อุณหภูมิห้อง ในที่แห้ง ไม่เปียกชื้น โดยเก็บให้พ้นจากสายตาเด็กหรือสัตว์เลี้ยง และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรถึงวิธีการเก็บยาที่ถูกต้อง รวมทั้งวิธีการกำจัดยาที่ไม่ได้ใช้แล้วอย่างเหมาะสม

jumboslot

คำเตือนในการใช้ยาเอฟฟาไวเร็นซ์
แจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยาหากมีประวัติแพ้ยานี้ แพ้ส่วนประกอบของยานี้ หรือแพ้ยา อาหาร และสารใด ๆ
แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับยาทุกชนิดที่กำลังใช้อยู่ ทั้งยาที่แพทย์สั่ง ยาที่ซื้อใช้ด้วยตนเอง วิตามิน และสมุนไพรใด ๆ เพราะมียาหลายชนิดที่อาจมีปฏิกิริยากับยานี้ เช่น ยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบ ซี ยารักษาการติดเชื้อเอชไอวีหรือการติดเชื้ออื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งยาดังกล่าวอาจทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงได้สูงหรืออาจลดประสิทธิภาพของยาเอฟฟาไวเร็นซ์
ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคตับ หรือเคยมีอาการบวม แดง พุพอง ผิวซีดหลังจากใช้ยานี้ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยา
ก่อนเข้ารับการรักษาใด ๆ ต้องแจ้งให้แพทย์ พยาบาล เภสัชกร และทันตแพทย์ทราบว่ากำลังใช้ยานี้
หลีกเลี่ยงการขับรถ หรือการทำกิจกรรมที่ต้องใช้สติและความตื่นตัว จนกว่าจะแน่ใจว่ายานี้ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง จึงค่อยกลับมาทำกิจกรรมดังกล่าวตามปกติ
ผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจเลือดตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอระหว่างที่ใช้ยานี้
ยาเอฟฟาไวเร็นซ์ อาจทำให้ผลการตรวจในห้องปฏิบัติการบางอย่างคลาดเคลื่อน เมื่อต้องเข้ารับการตรวจใด ๆ จึงควรแจ้งแพทย์ผู้รักษาให้ทราบก่อนว่ากำลังใช้ยานี้
ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยานี้หากจะดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติใด ๆ ที่ส่งผลให้ร่างกายตอบสนองช้าลง
ยานี้ไม่สามารถป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อได้ ผู้ป่วยไม่ควรมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน และห้ามใช้สิ่งของส่วนตัวหรืออุปกรณ์บางชนิดร่วมกับผู้อื่น เช่น แปรงสีฟัน มีดโกน เข็มฉีดยา เป็นต้น
ยาเอฟฟาไวเร็นซ์ อาจทำให้ผู้ป่วยบางรายเกิดอาการชักได้ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ถึงความเสี่ยงดังกล่าวก่อนใช้ยา โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเคยเกิดอาการชัก
ยานี้อาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลสูงขึ้น ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ถึงความเสี่ยงด้านนี้ก่อนใช้ยาด้วยเช่นกัน
การใช้ยานี้อาจส่งผลให้จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ ผู้ป่วยควรแจ้งแพทย์ทันทีหากพบว่าหัวใจเต้นเร็ว หัวใจเต้นผิดปกติ หรือมีอาการคล้ายจะหมดสติ
ผู้ป่วยที่มีโอกาสตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจว่าไม่ได้อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ก่อนใช้ยานี้ เพราะการใช้ยานี้ในระหว่างตั้งครรภ์อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้
ยานี้อาจลดประสิทธิภาพของยาเม็ดคุมกำเนิดและยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมน ผู้หญิงที่เสี่ยงตั้งครรภ์ควรใช้วิธีคุมกำเนิดควบคู่ไปด้วย เช่น ใช้ถุงยางอนามัย เป็นต้น เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ในระหว่างที่ใช้ยาและภายในระยะเวลา 3 เดือนหลังจากการใช้ยาครั้งสุดท้าย หากพบว่าตนเองตั้งครรภ์ในระหว่างที่ใช้ยา ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที
ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีห้ามให้นมบุตร ยกเว้นแพทย์แนะนำว่าสามารถให้นมบุตรได้
หากพบว่าเด็กมีน้ำหนักเปลี่ยนแปลงระหว่างที่ใช้ยานี้ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพราะอาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนปริมาณการใช้ยา

เครดิตฟรี

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาเอฟฟาไวเร็นซ์
การใช้ยาเอฟฟาไวเร็นซ์ อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงทั่วไป เช่น ปวดศีรษะ ท้องไส้ปั่นป่่วน อาเจียน ท้องเสีย เหนื่อย อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ง่วงนอน มีปัญหาในการนอนหลับ ขาดสมาธิ หรือฝันผิดปกติ เป็นต้น อาการเหล่านี้มักหายไปหลังจากใช้ยานี้ประมาณ 2-4 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะ ง่วงนอน หรือขาดสมาธิ ควรหลีกเลี่ยงการขับรถและการทำกิจกรรมที่ต้องอาศัยความตื่นตัว หากอาการดังกล่าวยังไม่หายไปก็ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว
นอกจากนี้ ควรหยุดใช้ยาและไปพบแพทย์ทันทีหากพบผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการใช้ยาเอฟฟาไวเร็นซ์ ดังนี้
มีอาการแพ้ยา เช่น ลมพิษ หายใจลำบาก บวมตามใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น หรือคอ มีผื่นคัน ผิวหนังบวมแดง พุพอง ผิวลอกพร้อมกับมีไข้หรือไม่มีไข้ แน่นหน้าอกหรือลำคอ หายใจเสียงดัง มีปัญหาในการหายใจหรือการพูด เสียงแหบ เป็นต้น
เผชิญภาวะซึมเศร้า เช่น มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย กระสับกระส่าย อารมณ์แปรปรวน ความคิดผิดปกติ วิตกกังวล และขาดความสนใจในการใช้ชีวิต เป็นต้น
ไขมันในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป
รู้สึกสับสน หลอน
มีปัญหาเรื่องความจำหรือสูญเสียความทรงจำ
ชัก
เวียนศีรษะอย่างรุนแรงหรือหมดสติ
มีอาการแพ้ทางผิวหนังอย่างรุนแรง หรือกลุ่มอาการสตีเวนส์–จอห์นสัน (Stevens-Johnson Syndrome) ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ เช่น ผิวบวม แดง พุพอง ผิวซีด ตาแดง ระคายเคืองตา มีแผลในปาก คอ จมูก หรือตา เป็นต้น
เกิดการติดเชื้อ เนื่องจากยานี้มีส่วนช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงาน จึงอาจทำให้ผู้ป่วยแสดงอาการติดเชื้อที่มีอยู่หลังจากเริ่มใช้ยา เช่น มีไข้ เจ็บคอ ไอ อ่อนเพลีย หายใจไม่อิ่ม เป็นต้น
ตับผิดทำงานปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมา เช่น ปัสสาวะมีสีเข้ม เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ท้องไส้ปั่นป่วน ปวดท้อง อุจจาระมีสีซีด อาเจียน ตัวเหลืองตาเหลืองหรือภาวะดีซ่าน เป็นต้น
หากผู้ป่วยพบอาการผิดปกติใด ๆ เพิ่มเติมหลังใช้ยา ก็ควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยเช่นกัน

สล็อต

Tagged: ,

Written by pravasayoga